
ร้านอาหาร ทำบัญชี อะไรบ้าง? ในการเปิดร้านอาหาร สิ่งที่เจ้าของร้านต้องดูไม่ได้มีแค่ยอดขายในแต่ละวัน แต่ยังมีต้นทุนหลากหลายรายการ รวมถึงยังมีอีกเรื่องที่มักสร้างความปวดหัวคือเอกสาร บางร้านมีใบเสร็จและบิลจำนวนมากด้วย
ดังนั้น การทำบัญชีร้านอาหาร และการแยกหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายและรายรับอย่างชัดเจน จะช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพ รายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรที่แท้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการบริหารร้านได้
ทำไมร้านอาหารต้องทำบัญชี จำเป็นแค่ไหน?
รู้ผลประกอบการที่แท้จริง
ยอดขายไม่ใช่กำไร เพราะกว่าจะได้เงินที่เหลือเป็นกำไร ร้านต้องหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกก่อน
การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เจ้าของร้านเห็นว่า
- ร้านมีรายได้เท่าไร
- ค่าใช้จ่ายรวมเท่าไร
- เหลือกำไรหรือขาดทุนเท่าไร
- ค่าใช้จ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ
- เมนูหรือสินค้าบางประเภทมีต้นทุนสูงเกินไปหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจเรื่องราคาขาย เมนู และค่าใช้จ่ายมีเหตุผลมากขึ้น แทนที่จะดูจากเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว
คุมต้นทุนร้านอาหารได้ง่ายขึ้น
ต้นทุนของร้านอาหารไม่ได้มีแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น
- ต้นทุนวัตถุดิบ
- ค่าแรง
- ค่าเช่า
- ค่าน้ำและไฟ
- ค่าขนส่ง
- ค่า GP หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
- ค่าโฆษณาและการตลาด
หากบันทึกค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เจ้าของร้านเห็นว่าต้นทุนส่วนไหนกินกำไรมากที่สุด และนำข้อมูลไปปรับวิธีบริหารร้านได้
เตรียมภาษีได้ถูกต้อง
ข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นส่วนสำคัญในการจัดการภาษี การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นจึงช่วยลดปัญหาต้องตามเอกสารย้อนหลัง และทำให้สำนักงานบัญชีมีข้อมูลเพียงพอสำหรับจัดทำบัญชีและภาษี
มีข้อมูลไว้ตัดสินใจเรื่องธุรกิจ
เมื่อมีข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบ เจ้าของร้านจะตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น เช่น
- ควรขึ้นราคาเมนูหรือไม่
- เมนูไหนต้นทุนสูงเกินไป
- ค่าใช้จ่ายส่วนไหนลดได้
- ร้านมีกำไรเพียงพอที่จะเปิดสาขาใหม่หรือไม่
- ยอดขายจากช่องทางไหนคุ้มค่าที่สุด
พูดง่าย ๆ คือ บัญชีไม่ได้มีไว้ดูตัวเลขย้อนหลังอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เจ้าของร้านวางแผนอนาคตได้ด้วย
ร้านอาหารต้องทำบัญชีอะไรบ้าง?
โดยพื้นฐาน เจ้าของร้านควรติดตามข้อมูลหลัก ๆ ได้แก่ รายรับ รายจ่าย เงินสด รวมถึงต้นทุนและสต๊อกวัตถุดิบ เพราะแต่ละส่วนเชื่อมโยงกับผลประกอบการของร้านโดยตรง
บันทึกรายได้จากการขาย
ร้านอาหารในปัจจุบันอาจไม่ได้รับเงินจากหน้าร้านเพียงช่องทางเดียว จึงควรแยกข้อมูลยอดขายแต่ละช่องทางให้ชัดเจน เช่น
- ยอดขายหน้าร้าน
- ยอดขายผ่าน Delivery
- ยอดขายผ่านแพลตฟอร์ม
- รายได้จากช่องทางอื่น ๆ
- รายการรับเงินจากลูกค้า
โดยเฉพาะร้านที่ขายผ่านเดลิเวอรี ควรแยก ยอดขาย ออกจาก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีอาจไม่เท่ากับยอดขายที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมหรือรายการหักอื่น ๆ จากแพลตฟอร์ม
บันทึกค่าใช้จ่ายของร้าน
เงินออกจากร้านก็ควรมีข้อมูลและเอกสารรองรับ เช่น
- ซื้อวัตถุดิบ
- ค่าเช่า
- ค่าน้ำ ค่าไฟ
- ค่าแรงและเงินเดือน
- ค่าขนส่ง
- ค่าโฆษณา
- ค่าอุปกรณ์และของใช้ในร้าน
- ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
หลักคิดง่ายๆ คือ จ่ายเงินจากร้านเมื่อไร ควรเก็บหลักฐานของรายการนั้นไว้ด้วย เพราะเอกสารจะช่วยให้สำนักงานบัญชีตรวจสอบและบันทึกค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง
ติดตามเงินสดและบัญชีธนาคาร
ร้านอาหารที่รับเงินสดจำนวนมากควรมีการบันทึกรายรับและรายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อให้ตรวจสอบยอดเงินได้ง่าย ส่วนร้านที่ใช้บัญชีธนาคาร ควรดาวน์โหลด Bank Statement ของทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไว้เป็นประจำ
เพื่อที่สำนักงานบัญชีสามารถนำ Statement มาเปรียบเทียบกับเอกสารเงินเข้าและเงินออก เพื่อดูว่ารายการต่าง ๆ มีที่มาที่ไปครบถ้วนหรือไม่ ที่สำคัญ ควรแยกเงินของร้านออกจากเงินส่วนตัว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่าเงินก้อนใดเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
ติดตามสต๊อกและวัตถุดิบ
วัตถุดิบเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของร้านอาหาร โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เน่าเสียง่าย หากซื้อมาเยอะเกินไปอาจเกิดของเสียและทำให้ต้นทุนสูงขึ้น รายการที่ควรติดตาม เช่น
- เนื้อสัตว์
- ผัก
- เครื่องปรุง
- เครื่องดื่ม
- วัตถุดิบสดและของที่มีอายุจำกัด
การบันทึกวัตถุดิบเข้า-ออกและตรวจสอบสต๊อกอย่างสม่ำเสมอช่วยให้รู้ว่าของหายไปไหน ลดการสั่งซื้อเกินความจำเป็น และช่วยคำนวณต้นทุนอาหารได้แม่นยำขึ้น
เอกสารบัญชีร้านอาหารที่ควรเก็บ มีอะไรบ้าง?
เอกสารรายได้
สำหรับรายได้จากการขาย ควรเก็บเอกสารหรือข้อมูลที่แสดงยอดขายของร้าน เช่น
- รายงานยอดขายจากระบบ POS
- รายงานยอดขายจาก Delivery Platform
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบกำกับภาษี หากมี
- รายการเดินบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ
หากร้านมีหลายช่องทางขาย ควรเก็บข้อมูลของแต่ละช่องทางให้ครบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดขายรวมได้
เอกสารซื้อวัตถุดิบ
เมื่อซื้อวัตถุดิบจาก Supplier ควรเก็บเอกสารที่ได้รับมา เช่น
- ใบเสร็จจาก Supplier
- ใบกำกับภาษี
- ใบส่งสินค้า
- ใบรับสินค้า
- หลักฐานการชำระเงิน
เอกสารเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าร้านมีการซื้อวัตถุดิบและจ่ายเงินจริง รวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการบันทึกบัญชี
เอกสารค่าใช้จ่าย
นอกจากค่าวัตถุดิบ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินร้านอีกที่ควรเก็บเอกสารไว้ เช่น
- ค่าเช่าร้าน
- ค่าน้ำ ค่าไฟ
- ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าโฆษณา
- ค่าขนส่ง
- ค่าอุปกรณ์
- ค่า Software / POS
เมื่อได้รับใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารประกอบการจ่ายเงิน ควรเก็บไว้ให้ครบ และตรวจสอบรายละเอียดในเอกสารก่อนส่งให้สำนักงานบัญชี
เอกสารเกี่ยวกับพนักงาน
หากร้านมีพนักงาน ควรจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับค่าจ้างและเงินเดือน เช่น
- รายละเอียดเงินเดือน
- OT
- ค่าคอมมิชชั่น
- โบนัส
- ประกันสังคม
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การบันทึกค่าใช้จ่ายด้านพนักงานและการจัดการภาษีเป็นระบบมากขึ้น
เอกสารสำคัญอื่น ๆ
เอกสารบางอย่างอาจไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน แต่ถ้ามีรายการเกิดขึ้นควรแจ้งสำนักงานบัญชี เช่น
- สัญญาเช่า
- สัญญากู้ยืม
- สัญญาจ้าง
- เอกสารเกี่ยวกับการซื้ออุปกรณ์หรือทรัพย์สิน
- เอกสารธุรกรรมสำคัญอื่น ๆ ของร้าน
เพราะธุรกรรมเหล่านี้อาจมีผลต่อการบันทึกบัญชีหรือการจัดทำงบการเงินในภายหลัง
ร้านอาหารควรเก็บเอกสารบัญชีอย่างไร?
แยกเอกสารตามประเภท
ลองแบ่งเอกสารออกเป็น 6 หมวดหลัก
- รายได้
- ซื้อวัตถุดิบ
- ค่าใช้จ่าย
- เงินเดือน
- ธนาคาร
- เอกสารภาษี
จากนั้นจัดเก็บเอกสารของแต่ละหมวดแยกกัน จะช่วยให้ค้นหาได้ง่ายกว่าการเก็บบิลทั้งหมดรวมไว้ในกล่องเดียว
เก็บเอกสารตามเดือน
นอกจากแยกตามประเภทแล้ว ควรจัดเรียงตามเดือนด้วย เมื่อถึงเวลายื่นภาษี ปิดบัญชี หรือสำนักงานบัญชีขอเอกสารย้อนหลัง จะสามารถค้นหาได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่เอกสารจะสูญหาย
เอกสารออนไลน์ก็ต้องเก็บ
ปัจจุบันร้านอาหารไม่ได้มีเอกสารเป็นกระดาษอย่างเดียว เอกสารจำนวนมากอยู่ในรูปแบบออนไลน์ เช่น
- ใบเสร็จจากแพลตฟอร์ม
- ค่าโฆษณา Facebook / Google และในแพลตฟอร์ม
- ค่า Software
- Statement Online
- รายงานยอดขายจากระบบต่าง ๆ
จึงควรดาวน์โหลดหรือจัดเก็บไฟล์เหล่านี้ไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ควรปล่อยให้เอกสารอยู่แค่ในอีเมลหรือระบบของผู้ให้บริการ เพราะเมื่อถึงเวลาต้องใช้ย้อนหลังอาจค้นหาได้ยาก
แล้วควรทำบัญชีร้านอาหารเอง หรือจ้างสำนักงานบัญชีดี?
ในการเลือกว่าจะทำบัญชีเอง หรือจ้างสำนักงานบัญชีสำหรับร้านอาหาร จำเป็นต้องดูทั้งขนาดร้าน จำนวนรายการ และความพร้อมของเจ้าของร้านในการจัดการร่วมด้วย
ทำบัญชีเองเหมาะกับใคร?
การจัดการบัญชีเบื้องต้นด้วยตัวเองอาจเหมาะกับร้านที่
- เป็นร้านขนาดเล็ก
- มีรายการซื้อขายไม่มาก
- เจ้าของมีเวลาในการจัดการเอกสาร
- มีความรู้พื้นฐานด้านบัญชีและภาษี
- มีระบบเก็บข้อมูลรายรับรายจ่ายที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เจ้าของร้านไม่ได้จ้างสำนักงานบัญชี ก็ควรเก็บข้อมูลรายรับ รายจ่าย และเอกสารต่าง ๆ อย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น
จ้างสำนักงานบัญชีเหมาะกับใคร?
เมื่อร้านเริ่มมีรายการจำนวนมาก การให้สำนักงานบัญชีเข้ามาช่วยดูแลอาจทำให้เจ้าของร้านบริหารงานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะร้านที่
- มีรายการซื้อขายจำนวนมาก
- มีพนักงาน
- มีหลายช่องทางขาย
- มี VAT
- ต้องการวางแผนภาษี
- เจ้าของต้องการโฟกัสกับการบริหารร้าน
เจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องทำบัญชีทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ควรเข้าใจว่า ธุรกิจของตัวเองมีข้อมูลอะไร ต้องเก็บเอกสารอะไร และต้องส่งอะไรให้นักบัญชี เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น
ให้ AM Group ช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างครบวงจร
สำหรับเจ้าของร้านอาหารที่ไม่อยากเสียเวลาไล่จัดการเรื่องบัญชีและเอกสารด้วยตัวเอง AM Group สามารถช่วยดูแลระบบบัญชีและภาษีให้เหมาะกับรูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจได้
บริการที่เกี่ยวข้อง
- บริการทำบัญชีรายเดือน
- จัดทำและยื่นภาษี
- ตรวจสอบเอกสารบัญชี
- ช่วยวางระบบจัดเก็บเอกสาร
- ดูแลเงินเดือนและภาษีที่เกี่ยวข้อง
- ปิดงบการเงินประจำปี
- ให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษี
เจ้าของร้านอาหารที่ไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร หรือต้องจัดการบัญชีอย่างไร สามารถ
ปรึกษา AM Group เพื่อวางระบบบัญชีให้เหมาะกับรูปแบบการดำเนินงานของร้านได้ ปรึกษาได้ที่ LINE OA @amgroup หรือ โทร 083-429-6854
สรุป ร้านอาหาร ทำบัญชี อะไรบ้าง?
ร้านอาหารควรติดตาม รายได้ ค่าใช้จ่าย ต้นทุน วัตถุดิบ เงินสด/ธนาคาร และเอกสารประกอบธุรกรรม ให้ครบถ้วน พร้อมจัดเก็บเอกสารเป็นระบบและส่งให้สำนักงานบัญชีตามรอบ การทำบัญชีที่ดีไม่เพียงช่วยให้จัดการเรื่องภาษีได้เป็นระบบขึ้น แต่ยังทำให้เจ้าของรู้ว่าร้านกำลังมีกำไรหรือขาดทุน และช่วยวางแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย
FAQ
ร้านอาหารต้องทำบัญชีทุกเดือนหรือไม่?
ควรมีการรวบรวมและบันทึกข้อมูลรายรับ รายจ่าย และเอกสารทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลทางบัญชีเป็นปัจจุบันและนำไปใช้จัดทำภาษีหรือรายงานทางการเงินได้อย่างถูกต้อง
ร้านอาหารเปิดใหม่ควรเริ่มทำบัญชีตั้งแต่เมื่อไหร่?
ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีรายรับหรือรายจ่ายของธุรกิจ ไม่ควรรอให้ร้านมีรายได้จำนวนมากก่อน เพราะการเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นจะช่วยให้รู้ต้นทุนจริงและลดปัญหาการตามหาเอกสารย้อนหลัง
ร้านอาหารต้องเก็บเอกสารอะไรไว้บ้าง?
หลัก ๆ คือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเงินเข้าและเงินออก เช่น รายงานยอดขาย ใบเสร็จ เอกสารซื้อวัตถุดิบ เอกสารค่าใช้จ่าย Statement และเอกสารเกี่ยวกับพนักงาน รวมถึงสัญญาหรือธุรกรรมสำคัญของร้าน
ซื้อวัตถุดิบจากตลาดสด ไม่มีใบกำกับภาษี ต้องทำอย่างไร?
ควรเก็บหลักฐานการซื้อหรือเอกสารที่มีอยู่ให้มากที่สุด และแจ้งสำนักงานบัญชีถึงลักษณะการซื้อจริง เพื่อให้นักบัญชีพิจารณาวิธีบันทึกบัญชีและภาษีที่เหมาะสมตามกรณี ไม่ควรสร้างเอกสารหรือหลักฐานขึ้นมาเองย้อนหลัง
ยอดขายจาก Grab / LINE MAN / Food Delivery ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร?
ควรมีข้อมูลยอดขายและรายการที่แพลตฟอร์มหักออกจากยอดขายอย่างชัดเจน โดยแนวทางหนึ่งคือบันทึกยอดขายเต็มจำนวนก่อนหักค่าธรรมเนียม และบันทึกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก เพื่อให้เห็นทั้งรายได้และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
ร้านอาหารต้องจด VAT เมื่อไหร่?
เกณฑ์ VAT ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นร้านอาหารโดยเฉพาะ แต่ขึ้นอยู่กับรายได้และเงื่อนไขตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (โดยปกติคือรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ) ดังนั้นร้านที่กำลังเข้าใกล้เกณฑ์หรือมีข้อสงสัยเรื่อง VAT ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีก่อนดำเนินการ
เจ้าของร้านสามารถทำบัญชีเองได้หรือไม่?
ร้านขนาดเล็กสามารถจัดการข้อมูลรายรับรายจ่ายและเอกสารเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ แต่ควรประเมินความรู้และความซับซ้อนของธุรกิจด้วย หากร้านมีหลายช่องทางขาย มีพนักงาน มี VAT หรือมีรายการจำนวนมาก การให้สำนักงานบัญชีช่วยดูแลอาจเหมาะสมกว่า
ร้านอาหารควรแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านหรือไม่?
ควรแยก เพื่อให้เห็นเงินเข้าและเงินออกของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ตรวจสอบยอดขาย ค่าใช้จ่าย และกระแสเงินสดของร้านได้ง่ายกว่า การปะปนเงินส่วนตัวกับเงินร้านจะทำให้การตรวจสอบและสรุปผลประกอบการยุ่งยากขึ้น